Q & A การสอนภาษาญี่ปุ่น

※คำว่า “เจ้าหน้าที่” ในบทความต่อไปนี้ หมายถึงผู้สอนภาษาญี่ปุ่น

2.ภาษาญี่ปุ่นในการเรียนอย่างต่อเนื่อง

Q1. ข้าพเจ้าไม่สามารถใช้ภาษาแม่ของผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคได้เลย จะสามารถรับหน้าที่เป็นผู้สอนภาษาญี่ปุ่นได้หรือเปล่า

ดูคำตอบ

A.  ไม่มีปัญหา เมื่อผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคไม่สามารถพึ่งภาษาแม่ตัวเองได้ เขาจะต้องพยายามฟังภาษาญี่ปุ่นให้เข้าใจและต้องสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ได้ สภาพแวดล้อมแบบนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนภาษาญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม จริงอยู่ที่ว่ายังมีหลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับการฟังเสียงภาษาญี่ปุ่น ดังนั้นหากพูดแบบที่คนญี่ปุ่นทั่วไปพูดกันตามปกติในชีวิตประจำวันก็จะไม่เข้าใจ ทางด้านคนญี่ปุ่นก็จะเกิดความกังวลอย่างเช่น
“พูดภาษาญี่ปุ่นกันไม่รู้เรื่อง จะทำยังไงดี” เมื่อเป็นเช่นนี้ ลองพูดช้าและชัดๆ ด้วยประโยคสั้นๆ รับรองว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องได้
แต่มีเทคนิคอย่างหนึ่ง คือ เขียนคำศัพท์ เป็นตัวอักษรฮิรางานะ (ตัวอักษรคาตาคานะ) บนกระดาน หรือเขียนใส่กระดาษให้ ถ้าไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในทันที จะบอกให้ไปเปิด พจนานุกรมดูภายหลังก็ได้
การใช้สิ่งที่ดูแล้วเข้าใจได้ เช่น ภาพ ของจริง ท่าทาง ฯลฯ ก็ช่วยได้มากเช่นกัน

Q2. รุ่นที่ 1 สื่อสารกันได้ดี แต่ตั้งแต่รุ่นที่ 2 เป็นต้นมา ใช้ภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยเก่งขึ้น จะทำอย่างไรดี

ดูคำตอบ

A.  คนญี่ปุ่นทุกคนที่บริษัทพูดกับผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคที่สื่อสารกันได้ดีเท่านั้นหรือเปล่า นั่นอาจเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ในกรณีที่มีธุระด่วนหรือต้องการสื่อสารเรื่องซับซ้อน แต่ถ้าพอมีเวลาว่างก็ต้องพยายามสื่อสารอธิบายให้รุ่นที่ 2 และ 3 ฟังโดยตรง
ลองหวนคิดดูว่าตอนที่รุ่นที่ 1 มาที่บริษัทในครั้งแรกว่าสื่อสารกับพวกเขาอย่างไร คงจะใช้เทคนิคหลากหลาย เช่นพูดช้าๆ บ้าง เขียนลงในกระดาษบ้างแม้ว่าจะต้องเสียเวลาก็ตาม ช่วยทำกับรุ่นต่อๆไปเหมือนๆกับที่เคยทำกับรุ่นพี่ การคุยกันเล่นเรื่องเล็กๆ น้อยๆล้วนช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ภาษาญี่ปุ่นให้สูงขึ้นทั้งนั้น การที่คนญี่ปุ่นเข้าไปคุยกับผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในช่วงเวลาพักนอกเหนือจากเวลาทำงานจะช่วยได้มากทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคจะพึ่งรุ่นพี่มากเกินไป เวลาถูกถามอะไรรุ่นพี่ที่อยู่ข้างๆ อาจตอบให้แทนหมด เทคนิคอย่างหนึ่งคือ เวลาพูดให้เริ่มต้นด้วยการระบุชื่อของคนนั้นน่าจะดีกว่า อย่างเช่นถ้าพูดว่า “คุณ ○○ ครับ/คะ เมื่อวานไปงานเทศกาลหรือเปล่า” คนๆนั้นก็จะต้องตอบ และเกิดมีการสื่อสารขึ้น ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเองช่วงแรกๆ อาจรู้สึกลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อรู้รสความสนุกที่สามารถสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นได้แล้วก็จะ เริ่มพูดอย่างกระตือรือล้นมากขึ้นตามลำดับ หากไม่สื่อสารกันจริงก็จะไม่มีวันเข้าใจกันได้ จึงขอให้พยายามสร้างโอกาสการพูดคุยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

Q3. ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคไม่สามารถจำคำศัพท์เฉพาะหรือคำที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานได้ จึงเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจกับงาน ทำอย่างไรถึงจะให้เขาจำได้ ช่วยแนะนำเทคนิคในการทำอุปกรณ์การสอน ฯลฯ

ดูคำตอบ

A.  สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้จำไม่ได้ คือ การที่ไม่เข้าใจว่าคำศัพท์(เสียง)ที่ผู้ให้คำแนะนำ(ด้าน)การฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค พูดออกมานั้นหมายถึงอะไร เพียงแค่การให้ท่องจำคำศัพท์จนขึ้นใจอย่างเดียว แม้จะได้ยินคำนั้นบนพื้นที่ปฏิบัติงานก็จะไม่สามารถเข้าใจได้ว่าหมายความถึงอะไร จึงจำเป็นต้องเรียนแบบมีความเชื่อมโยงระหว่าง ภาษากับสิ่งของหรือ การเคลื่อนไหวตามวิธีดังต่อไปนี้

  • [ตัวอย่าง 1]
    ให้ดูเครื่องมือหรือเครื่องจักร ฯลฯ แล้วบอกคำศัพท์นั้นให้ หลังจากนั้นจึงให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคพูดตาม
    ขั้นต่อไปให้วางเครื่องมือเรียงบนโต๊ะและพูดคำศัพท์ให้ฟังหลายครั้ง แล้วบอกให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคช่วย “หยิบตะไบ” หรือ “หยิบกระปุกหยอดน้ำมัน” ให้เป็นต้น
    หรือ เวลาที่บอกให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค “ช่วยหยิบกระปุกหยอดน้ำมัน” ก็ให้ขานรับว่า “กระปุกหยอดน้ำมันใช่ไหมครับ/คะ”
    เป็นต้น
    การทำเช่นนี้ซ้ำทุกวัน จะช่วยให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ทำเพียงครั้งเดียวไม่เพียงพอที่จะจำได้แม่น ที่สำคัญคือต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้งในแต่ละวัน
  • [ตัวอย่าง 2]

    จัดทำรายการคำศัพท์แจกผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิค

    ภาษาญี่ปุ่น ภาษาแม่
    やすり
    あぶらさし

    เขียนคำศัพท์ที่จำเป็นต้องใช้เป็นภาษาญี่ปุ่นในช่องด้านซ้ายไว้ล่วงหน้า และเว้นช่องด้านขวาว่างไว้ ให้ผู้ฝึปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้ดูของจริงหรือดูการปฏิบัติงานจริงและพูดคำศัพท์สำหรับสิ่งนั้นๆซ้ำหลายๆ ครั้ง และให้พูดตามไปด้วย หลังจากนั้นจึงให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเขียนข้อความในช่องที่เว้นว่างไว้ด้านขวาเพื่อให้จำคำศัพท์นั้นได้แม่นยำขึ้น โดยจะเขียนเป็นภาษาแม่หรือภาพวาดก็ได้ การที่ให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคเขียนเองก็เพื่อให้จำคำศัพท์ได้แม่นยิ่งขึ้น ถ้าเป็นไปได้ ให้ท่องคำศัพท์ก่อนเริ่มทำงานทุกวัน

  • [ตัวอย่าง 3]
    จัดเตรียมสมุดโน้ตขนาดเล็กที่พอจะใส่ในกระเป๋าเสื้อได้ให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคพกติดตัวตลอดเวลา และถ้าผู้ให้คำแนะนำ(ด้าน)การฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคพบคำศัพท์ที่เห็นว่าสำคัญ ก็จดคำศัพท์นั้นให้ทันทีและพูดออกเสียงด้วยกัน ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคควรเขียนความหมายเป็นภาษาแม่หรือวาดภาพไว้ข้างๆคำศัพท์นั้น ซึ่งจะทำให้จำแม่นยิ่งขึ้น

Q4. เมื่อผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นที่ข้าพเจ้าพูด เขาจะบอกว่า “ไม่เข้าใจ กรุณาพูดอีกครั้ง” แต่ไม่ว่าจะพูดให้ฟังกี่ครั้ง ก็ดูเหมือนว่าเขายังไม่เข้าใจ จะทำอย่างไรดี

ดูคำตอบ

A.  เวลาพูดอีกครั้ง ใช้คำศัพท์เดียวกัน และด้วยความเร็วเท่ากันกับเวลาพูดครั้งแรกหรือเปล่า การที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคขอให้พูดอีกครั้งก็เพราะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง ดังนั้น ครั้งต่อไปจึงควรพูดดังนี้

  • (1)ลองพูดด้วยประโยคที่สั้นกว่าและช้ากว่าครั้งแรก
  • (2)ตั้งข้อสังเกตว่าใช้คำศัพท์ที่เข้าใจยากเกินไปสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคหรือไม่ และถ้าคิดว่าพอจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ก็ให้ทำเช่นนั้น
  • (3)แม้ทำเช่นนั้นแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ ให้ใช้วิธีทำท่าทาง วาดภาพหรือเขียนตัวอักษรให้เข้าใจ
    เวลางานยุ่งมากอาจรู้สึกลำบาก การเสียเวลาเล็กๆน้อยๆในช่วงแรกของการรับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคใหม่นั้น จะช่วยให้สบายขึ้นในระยะหลัง

Q5. ใช้แบบฝึกหัดในตำราภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนชั้นประถมต้น ให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองวันละ 1 แผ่น ระยะแรก เขาเรียนด้วยความตั้งใจมาก แต่ระยะหลังนี้เห็นว่าไม่ค่อยยินดีทำ มีอุปกรณ์การสอนแบบอื่นอะไรบ้าง

ดูคำตอบ

A.  แบบฝึกหัดแต่งประโยคในตำราภาษาญี่ปุ่นนั้น อาจเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการอ่านประโยคให้ดีขึ้น แต่หวังประโยชน์ด้านการสร้างความสามารถในการฟังและการพูดที่จำเป็นสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคไม่ค่อยได้ สิ่งสำคัญคือการอุปกรณ์การสอนที่มีศักยภาพในการส่งเสริมความสามารถข้างต้น นอกจากนี้แล้วประโยคที่ใช้ในตำราเรียนสำหรับนักเรียนประถม ยังยากสำหรับคนต่างชาติที่จะเข้าใจ และในเนื้อหามีคำศัพท์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในการฝึกงานอยู่น้อยด้วย นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคหมดกำลังใจ จึงขอแนะนำให้ใช้อุปกรณ์การสอนที่จะเรียกความสนใจจากผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคในการเรียนภาษาญี่ปุ่น
นอกจากนี้แล้ว ยังมีอุปกรณ์การสอนดังที่จะกล่างต่อไปนี้อยู่ใกล้ตัวที่สามารถนำไปใช้ได้อีกด้วย แต่อุปกรณ์การสอนที่จะแนะนำในที่นี้ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น

[ตัวอย่าง]

  • วารสารมิตรผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค”(จัดทำโดย JITCO ที่)
    ให้เลือกบทความที่คิดว่าผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคน่าจะสนใจจากข่าวในประเทศของเขา ให้เขาดูในภาษาแม่และถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่อง หรือให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคอธิบายเนื้อหาให้ฟัง
  • ใบปลิวของซูเปอร์มาร์เก็ต
    ให้เตรียมใบปลิวของซูเปอร์มาร์เก็ตไว้หลายๆแผ่น และเปรียบเทียบราคาของสินค้าเดียวกัน
  • ฉลากสินค้า
    ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ให้พูดคุยกันเรื่องของวันหมดอายุและแหล่งผลิต
  • แผ่นพับการท่องเที่ยว
    ให้เตรียมแผ่นพับการท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆและให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคอธิบายแหล่งท่องเที่ยวและอาหารการกินในแผ่นพับนั้น

Q6. พนักงานของบริษัทมีงานยุ่งจนไม่มีเวลาสอนภาษาญี่ปุ่นให้ กรุณาช่วยแนะนำอุปกรณ์การสอนสำหรับการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ดูคำตอบ

A.  แม้จะไม่มีเวลาสอนภาษาญี่ปุ่นโดยตรง แต่ยังพอมีวิธีที่จะช่วยผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคในการเรียนด้วยตัวเองโดยจัดหาอุปกรณ์การสอนสำหรับเรียนด้วยตัวเอง ฯลฯ ซึ่งน่าจะช่วยได้มาก และถ้าจัดเตรียมอุปกรณ์การสอนด้านล่างนี้ไว้ให้ห้องพักผ่อน ก็จะสะดวกยิ่งขึ้น

  • วารสารมิตรผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค” (จัดทำโดย JITCO ที่)
    วารสารนี้ ประกอบด้วยอักษรคานะแสดงเสียงอ่านกำกับอักษรคันจิทุกตัวในเล่ม พร้อมคำแปลภาษาจีน ภาษาเวียดนาม ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งทำให้สามารถใช้เป็นอุปกรณ์การสอนสำหรับเรียนด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าผู้เรียนมีส่วนใดที่ไม่เข้าใจ ช่วยอธิบายให้ฟังด้วยนะ
  • อุปกรณ์การสอนภาษาญี่ปุ่น
    ควรใช้ตำราที่มีคำอธิบายเป็นภาษาแม่ ถ้าค้นหาทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้คำค้นหาเช่น “ภาษาญี่ปุ่น เรียน” ฯลฯ จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์การสอนมากมาย
  • CD เพลงและเนื้อเพลง
  • นิตยสาร
    ควรเลือกฉบับที่ลงข่าวที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคสนใจและมีภาพถ่ายและภาพวาดมากๆ

นอกจากนั้น ยังมีเว็บไซต์วัดระดับความสามารถด้านอักษรคันจิและแบบฝึกหัดการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
ถ้าจะแนะนำให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคที่มี คอมพิวเตอร์รู้จักเว็บไซต์เหล่านั้น พวกเขาคงจะดีใจกันมาก

Q7.แนะนำให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเขียนบันทึกประจำวัน แต่เนื้อหาที่เขียนดูจะเหมือนๆ กันทุกวันและขาดความหลากหลาย พอจะช่วยแนะนำวิธีแก้ไขได้ไหม

ดูคำตอบ

A.  ถึงตั้งใจจะเขียนอะไรแต่บางทีอาจนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี จึงขอแนะนำให้ลองใช้เทคนิคดังต่อไปนี้

  • (1)กรณีที่เขียนทุกวัน
    ให้กำหนดกติกาว่าจะเขียนสั้นๆ เช่น 3 บรรทัดเท่านั้น แต่ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าจะเขียนข้อความที่ไม่เหมือนกับที่เขียนในวันก่อน
  • (2)กรณีที่เขียนสัปดาห์ละครั้
    ให้ส่งในวันรุ่งขึ้นของวันหยุด ไม่จำกัดความยาว เพราะถ้ามีเรื่องที่อยากเขียนมาก ข้อความก็คงจะยาวขึ้น และถ้านึกเรื่องที่จะเขียนไม่ออก ให้เขียนแค่ 3 บรรทัดก็พอ
  • (3)ไม่จำกัดให้ใช้ภาษาญี่ปุ่น เพียงอย่างเดียว
    ภาพวาดหรือบันทึกประจำวันแบบการ์ตูนก็ได้ จะทำให้เขียนได้สนุก
  • (4)เขียนคำวิจารณ์
    การเขียนคำวิจารณ์ลงในบันทึกประจำวัน จะกระตุ้นให้มี “กำลังใจที่จะเขียนต่อไป” เขียนสั้นๆ สักคำสองคำก็ได้ และเวลาส่งคืนบันทึกประจำวัน อาจแสดงความรู้สึกที่มีต่อบันทึกนั้นหรือถามเกี่ยวกับเรื่องที่ได้เขียนไว้ อย่างเช่น “เป็นยังไง สนุกไหม” เป็นต้น นั่นอาจเป็นวิธีที่ดี
    แต่ควรหลีกเลี่ยงการถามที่เจาะลึกจนเกินไป
  • (5)ตั้งหัวข้อ
    อย่างเช่น “แนะนำสมาชิกครอบครัว” “ความแตกต่างกันระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศของตัวเอง” (เรื่องอาหาร ภูมิอากาศ การจับจ่ายซื้อของเป็นต้น) “เรื่องเกี่ยวกับงานเทศกาลหรือสังคมชุมชน” “รายการโทรทัศน์ที่ได้ชมเมื่อวานนี้” “ข่าวปัจจุบัน” เป็นต้น เมื่อกำหนดเช่นนี้จะช่วยให้เขียนบันทึกได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีความเป็นรูปธรรม สำหรับหัวข้อนั้นจะตั้งแบบไหนก็ได้อย่างเช่น งานที่เพิ่งทำเป็นหรือเรื่องที่ได้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นในช่วงพักเที่ยงเป็นต้น

Q8. จำนวนผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคมากจนหาเวลาตรวจแก้บันทึกประจำวันได้ยาก
ตามหลักควรตรวจแก้บันทึกประจำวันอย่างไรบ้าง การแก้ไขคำช่วยอย่าง “てにをは (เตะ นิ โอะ วะ)” ก็เช่นกัน ถ้ามีผู้ขอให้อธิบาย ก็จะตอบได้ยาก

ดูคำตอบ

A. ถ้ามีผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคจำนวนมาก แค่อ่านเฉยๆ ก็คงลำบากพอดู ซ้ำยังมีงานอื่นต้องทำอีกมากมาย การที่ต้องตรวจแก้บันทึกอีกด้วยนั้นจะเป็นภาระหนักมากมายอยู่สักหน่อย
การเขียนบันทึกประจำวันเพื่ออะไรนั้น มีเหตุผลหลายอย่าง ขอให้พิจารณาวิธีตรวจแก้บันทึกประจำวันแบบที่ทำให้เกิดภาระน้อยที่สุดตามวัตถุประสงค์ต่างๆดังนี้

  • (1)ช่วยการเรียนภาษาญี่ปุ่นของผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านทคนิค

    เวลาเขียนภาษาญี่ปุ่น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่างเมื่อเทียบกับการพูด เช่น วิธีใช้คำช่วย การเรียงลำดับคำ การเชื่อมประโยคเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความลำบากให้แก่ผู้เรียน ทั้งยังต้องพยายามเขียนอักษรคันจิให้ดีด้วย ดังนั้น ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคต้องหวังว่าคนญี่ปุ่นจะช่วยตรวจแก้ข้อความที่ตนเขียนให้ด้วย กรณีเช่นนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ กำหนดกติการะหว่างผู้ประกอบการกับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคดังต่อไปนี้ เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคช่วยทำในสิ่งที่พอจะทำได้ด้วยตนเอง

    1. แก้ไขคำช่วยที่ใช้ไม่ถูกต้องโดยไม่อธิบาย และให้จำวิธีใช้ตามที่ถูกแก้
      แต่มีบางสำนวนที่ทำให้สับสน เพราะเห็นว่าคล้ายคลึงกันแต่ความหมายต่างกัน เช่นคำว่า “会社で休む (พักผ่อนที่บริษัท) กับ
      “会社を休む (ลางาน)” เป็นต้น ในกรณีที่อาจเข้าใจผิดได้เช่นนี้ ควรสอบถามกับผู้เขียนก่อนเพื่อความแน่นอนแล้วจึงตรวจแก้
    2. ถ้าพบอักษรคันจิที่ไม่ถูกต้องให้วงอักษรคันจิตัวนั้นด้วยหมึกสีแดง เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคเปิดพจนานุกรมดูด้วยตนเอง
    3. ถ้าพบประโยคที่ไม่เข้าใจความหมาย ให้ขีดเส้นใต้ประโยคนั้น เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคเขียนใหม่ ถ้าประโยคที่แก้ไขใหม่ยังมีปัญหาอีก ให้พนักงานคนญี่ปุ่นแก้ไขโดยเขียนประโยคที่ถูกต้องให้ใหม่ และถามผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคว่าความหมายของประโยคที่เขียนให้ใหม่นั้นตรงกับความหมายที่ตนอยากสื่อหรือไม่
  • (2)บันทึกประจำวันเพื่อสื่อสารกับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค
    ถ้ามีประโยคที่ไม่เข้าใจ ให้แก้ไขโดยขีดเส้นใต้และเขียนให้ใหม่เช่นเดียวกับ (1) แต่ควรเขียนคำวิจารณ์สั้นๆ เพิ่มเติมด้วย อาจเป็นคำถามสั้นๆ เช่น “เป็นยังไงบ้าง” “ทำไม” “คิดอย่างไรบ้าง” ฯลฯ จากนั้นถามด้วยปากเปล่าในทำนองเดียวกันด้วยก็ได้ กรณีเช่นนี้ ไม่ควรแก้ไขข้อผิดพลาดทาง ไวยากรณ์หรือคำศัพท์ทั้งหมดทีเดียว แต่ให้ค่อยๆ แก้ไขไปทีละขั้นตอน
  • (3)กรณีที่ใช้บันทึกประจำวันเป็นบันทึกการฝึกงานด้วย
    ในกรณีเช่นนี้ ข้อสำคัญอยู่ที่ได้รับคำชี้แนะอะไรบ้าง ระมัดระวังในเรื่องอะไรบ้าง ทำอะไรและอย่างไรบ้างเป็นต้น ดังนั้นจึงควรให้ผู้ให้คำแนะนำ(ด้าน)การฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคตรวจด้วยก็จะดี ซึ่งจะเป็นการตรวจเช็คด้านการฝึกสอนเทคนิคไปด้วย ในกรณีนี้ ให้ตรวจในประเด็นที่ว่าเป็นการบันทึกสิ่งที่ได้ฝึกปฏิบัติงาน ไม่ใช่การตรวจแก้ภาษาญี่ปุ่น

ถ้ามีบันทึกประจำวันที่ต้องตรวจแก้เป็นจำนวนมาก ควรพิจารณาลดจำนวนครั้งในการตรวจแก้ลงเป็นสัปดาห์ละครั้ง หรือจำกัดความยาวของข้อความเช่น 5 บรรทัดเป็นต้น

Q9. ช่วยแนะนำวิธีเรียนอักษรคันจิ (อักษรจีน) อย่างสนุกสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคที่มาจากประเทศที่ไม่ใช้อักษรคันจิ

ดูคำตอบ

A.  การจะเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นให้ได้ดีนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเรียนอักษรคันจิได้ แต่สำหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคที่มาจากประเทศที่ไม่ใช้อักษรคันจินั้น ยิ่งบังคับให้หัดอ่านและเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเดียวเพียงไร ก็จะยิ่งสร้างภาระหนักให้กับผู้เรียนเท่านั้น ดังนั้นจึงควรใช้วิธีสอนอย่างที่สามารถทำให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิครู้สึกสนุกเมื่อสามารถอ่านอักษรคันจิได้ดี
คนต่างชาติคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า การเรียนรู้อักษรคันจินั้นทำให้เข้าใจความหมายของป้ายโฆษณาทั้งหมดในเมืองซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีความหมายอะไรสำหรับเขา และรู้สึกดีใจที่โลกของเขากว้างขึ้น จนทุกวันนี้เขาก็ยังเรียนอักษรคันจิอยู่อย่างสนุกสนาน
ขอแนะนำตัวอย่างที่พอจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายๆในการเรียนการสอนอักษรคันจิ ที่พนักงานในบริษัทเองก็เรียนรู้ได้

  • (1)จัดทำการ์ดอักษรคันจิ

    ให้หยิบยกอักษรคันจิที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคพบเห็นบ่อยหรืออยากให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้เรียนรู้เอาไว้ แล้วเตรียมกระดาษขนาดประมาณไปรษณียบัตร เขียนอักษรคันจิตัวหนึ่งที่ด้านหน้าและเสียงอ่านที่ด้านหลัง ถ้าเป็น องโยมิ (การอ่านด้วยเสียงจีน) ก็จะให้เขียนเป็น อักษรคาตาคานะ ถ้าเป็น คุนโยมิ (การอ่านแบบญี่ปุ่น) ก็จะให้เขียนเป็นอักษรฮิรางานะ อย่างเช่น คำว่า “安全第一 (ปลอดภัยไว้ก่อน)” จะแบ่งออกเป็น 4 อักษรคือ “安” “全” “第” “一” แล้วใช้การ์ด 4 ใบที่ได้เตรียมไว้เขียนอักษรคันจินั้นใบละ 1 อักษร เอามาวางเรียงกันบนโต๊ะเพื่อสอนวิธีอ่านและความหมาย ต่อจากนั้นให้กระจายการ์ดบนโต๊ะให้คละกันแล้วให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคจัดเรียงกันให้ถูกต้องตามลำดับคำอ่านออกเสียง และบอกความหมาย

    ให้กระจายการ์ด แล้วให้เรียงกันให้ถูกต้องตามลำดับคำอีกครั้ง

    ต่อไป ค่อยๆ เพิ่มจำนวนอักษรคันจิให้มากขึ้นจนสามารถหยิบ การ์ดได้เหมือนเล่น “เกมหยิบไพ่คารูตะ” และวางเรียงกันเพื่อแต่งคำประสมที่มีความหมาย

    เลือกอักษรคันจิเพื่อแต่งคำประสม

    สำหรับวิธีการสอนความหมาย ให้สอนโดยเชื่อมโยงกันระหว่างคำศัพท์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันกับอักษรคันจิที่จะเรียน อย่างเช่น คำว่า
    “安” คือ “安い” หรือ “安” สามารถนำไปใช้ได้ในสำนวน “安心” และ คำว่า “全” สามารถนำไปใช้ได้ในสำนวน “全部” เป็นต้น
    ถ้าใช้อักษรคันจิที่เขียนบนป้ายประชาสัมพันธ์ที่ห้อยลงมาจากเพดานของซูเปอร์มาร์เก็ต หรือป้ายในโรงพยาบาลหรือฉลากของสินค้า ฯลฯ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนอักษรคันจิให้สนุกได้ วิธีการสอนอักษรคันจิที่กล่าวมาแล้วนั้นจะสอนวันละเล็กวันละน้อยก็ได้ แต่ถ้าทำได้เหมือนเล่นเกมก็จะได้ประโยชน์มาก

  • (2) นอกจากผู้สอนจะเป็นผู้เสนออักษรคันจิแล้ว ควรให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเก็บรวบรวมอักษรคันจิ ฯลฯ ที่ได้พบเห็นทั่วๆ ไปด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเกิดความสนใจคันจิมากขึ้น เช่น คัดลอกอักษรคันจิจากชื่อสินค้าที่วางขายหน้าร้านหรือคำอธิบายมาให้ผู้สอนสอนวิธีเขียนและเสียงอ่านที่ถูกต้องด้วย ส่วนความหมายของอักษรคันจินั้น ให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคพยายามเปิดดูพจนานุกรมเท่าที่จะทำได้ การเช่นนี้ผู้ฝึกปฏิบัติงานเด้านทคนิคเองก็จะรู้สึกได้ว่ามีอักษรคันจิที่อ่านออกเพิ่มมากขึ้น และสนุกกับการเรียนอักษรคันจิมากขึ้นจนสามารถเรียนด้วยตัวเองได้
  • (3)รู้จักความเป็นมาของอักษรคันจิ
    สังเกตได้ว่า ผู้เรียนชอบเรียนอักษรคันจิส่วนใหญ่ ชอบเพราะรู้จักความเป็นมาของอักษรคันจิ
    เช่น ตัวอย่างข้างล่างนี้ เป็นการเรียนรู้ความหมายของอักษรคันจิโดยเชื่อมโยงลักษณะของของจริงกับลักษณะของอักษรคันจิ คำว่า “日” มาจากลักษณะของพระอาทิตย์ ส่วนคำว่า “月” มาจากลักษณะของพระจันทร์เสี้ยวที่มีเมฆบังเป็นบางส่วน เป็นต้น



    เมื่อจำคำสองคำนี้ได้แล้ว ต่อไปให้เรียนคำว่า “明” ซึ่งประกอบด้วย พระอาทิตย์และพระจันทร์ จึงแปลว่าสว่าง

    การจำตามความหมายเช่นนี้ จะทำให้เรียนอักษรคันจิได้อย่างสนุก สำหรับอุปกรณ์การสอนที่มีจำหน่ายนั้นบางเล่มรวบรวมเนื้อหาประเภทนี้โดยมีคำอธิบาย
    ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเวียดนาม ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาไทยเป็นต้น สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือที่ขายตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือ
    ซื้อทางอินเตอร์เน็ต