Q & A การสอนภาษาญี่ปุ่น

※คำว่า “เจ้าหน้าที่” ในบทความต่อไปนี้ หมายถึงผู้สอนภาษาญี่ปุ่น

1.หลักสูตรการฝึกอบรมในภาษาญี่ปุ่น

Q1. หลักสูตรการฝึกอบรมการสอนในช่วงระยะเวลา 2 เดือนนั้น จะดำเนินการสอนในประเทศของผู้ฝึกอบรม 1 เดือน และ ในประเทศญี่ปุ่นอีก 1 เดือน ในการจัดทำหลักสูตร จำเป็นต้องคำนึงอะไรบ้าง

ดูคำตอบ

A.  ในการวางแผนการสอนควรจะแบ่งแยกเป็นส่วนที่เรียนได้ในประเทศของตนเอง และส่วนที่ควรจะเรียนรู้ในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากผู้สอนภาษาญี่ปุ่นในประเทศของตนเองนั้น อาจไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องของสังคมและการใช้ชีวิตประจำวันในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การเรียนในประเทศของตนเอง จึงควรที่จะจัดแบ่งเนื้อหา ความรู้ในส่วนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นจะเป็นการดีที่สุด
ตัวอย่างเช่น ภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องใช้ในการซื้อของ การใช้ในระบบสาธารณะการคมนาคมห ภาษาญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับการแยกขยะเป็นต้น หากผู้ที่ไม่มีความรู้เฉพาะเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็คงจะสอนได้ยาก ในทางกลับกันถ้าอยู่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก็จะสามารถเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้จากการปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน การปฏิบัติใช้จริงจากคำศัพท์ที่เรียนรู้จากในห้องเรียน หรือจากการเห็นด้วยตา เรียนรู้จากป้ายโฆษณาหรือป้ายสัญญาณ เป็นต้น
ดังนั้น หลักสูตรการฝึกอบรมในประเทศญี่ปุ่น จึงควรให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่นจับจ่ายซื้อของที่ ซูเปอร์มาร์เก็ต เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาวญี่ปุ่นในชุมชน การที่มีโอกาสสัมผัสและได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นจริงในสถานการณ์ต่างๆ ย่อมเป็นทางลัดสู่ความสำเร็จในการศึกษาภาษาญี่ปุ่น

Q2. ข้าพเจ้าใช้ความพยายามที่จะให้ผู้เรียนสามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นได้อย่างสนุกสนาน แต่ทำอย่างไรก็มักจะจือชืดซ้ำซากอยู่เสมอ ควรทำอย่างไรถึงจะ สร้างชั่วโมงเรียนที่มีความสมดุลย์ได้

ดูคำตอบ

A.  การสอนในรูปแบบที่ว่าผู้สอนตั้งคำถามหรือคำชี้แนะแก่ผู้เรียนและให้ผู้เรียนตอบเฉยๆ หรืออ่านตำราแต่อย่างเดียวย่อมเป็นเหตุให้เกิดสภาพเช่นนี้ การใช้ตำรา เล่มเดียวกัน ในชั่วโมงเรียน หากใช้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • [ตัวอย่าง 1]
    จัดให้เฉลยแบบฝึกหัดหรือการฝึกหัดในรูปการถามตอบ ในลักษณะจับคู่กันหรือเป็นกลุ่ม วิธีนี้ ผู้สอนจะไม่ให้คำถามหรือคำชี้แนะ แต่ให้ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้ทำหน้าที่นั้นเอง ซึ่งน่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้พูดมากขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดกำลังใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
  • [ตัวอย่าง 2]
    บทสนทนาในตำรานั้น หากอ่านเฉยๆจะไม่เกิดความสนุกสนานแต่อย่างไร ตัวอย่างวิธีที่จะเรียนให้สนุกคือ หลังจากหัดพูดบทสนทนาในตำราระหว่างคู่สนทนาจนเกิดความเคยชินแล้ว ให้ลองนำชื่อตัวเองหรือชื่อสถานที่ที่มีอยู่จริงแทรกเข้าไปในบทสนทนานั้น หรือแต่งบทสนทนาของตัวเองขึ้น และนำบทสนทนานั้นมาใช้ในการหัดพูด หรือออกมารายงานให้ฟัง เป็นต้น ประเด็นสำคัญก็คือ การให้ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้มีโอกาส “คิด แล้วจึงพูด” เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

Q3. ในชั่วโมงเรียนขณะที่กำลังสอนอยู่ เสียงพูดคุยกันเองเริ่มดังขึ้น และไม่ฟังสิ่งที่ผู้สอนพูดนั้น เป็นเพราะอะไร

ดูคำตอบ

A.   สาเหตุน่าจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประการหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • (1)ไม่เข้าใจเนื้อหาที่เรียน ถึงแม้จะฟังคำอธิบายแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ผู้เรียนจึงเริ่มถามกันเอง
  • (2)เรียนไม่สนุก จึงเบื่อหน่ายและคุยเรื่องอื่น

ในกรณีของ (1) การสอนที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายนั้น ต้องมีเทคนิค “การอธิบาย” ด้วยปากเปล่าเพียงอย่างเดียว มักเป็นเหตุให้ไม่เข้าใจ แต่ในทางกลับกัน ถ้าให้ดูอะไรที่เป็นรูปธรรม เช่น ภาพถ่ายหรือภาพวาด หรือแผ่นที่ต่าง ๆ เป็นต้น อาจทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง การยกตัวอย่างหลายๆประโยค ก็จะมีผลช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นด้วย
นอกจากนี้แล้ว วิธีการพุดของผู้สอน ควรพูดในประเด็นสำคัญๆโดยใช้ภาษาญี่ปุ่นอย่างง่าย การเอาใจใส่กับวิธีการพูดที่เข้าใจได้ง่ายก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน
ในกรณีที่ (2) ในชั่วโมงเรียน ผู้สอนมักจะเป็นฝ่ายพูดคนเดียว การฟังอย่างเดียวก็ย่อมไม่สนุก การเรียนภาษาตามความเป็นจริงแล้วผู้เรียนน่าจะเป็นฝ่ายพูดมากว่า ดังนั้นผู้สอนจึงควรพยายามอธิบายให้น้อยที่สุด ให้โอกาสผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิดมีโอกาสพูดและฟังให้มากที่สุด และเพื่อให้ชั่วโมงเรียนไม่น่าเบื่อซ้ำซากจนเกินไปลองใช้เทคนิค วิธีการสอนอื่นๆ เข้ามาช่วยดู
*ดูคำตอบของ Q2 ด้วย

Q4. มีผู้เรียนเป็นจำนวนมาก ทำให้เสียเวลาในการฟังคำตอบจากผู้เรียนทุกคน และสังเกตเห็นว่าผู้เรียนรู้สึกเบื่อที่ต้องรอคิวตัวเอง ช่วยแนะนำวิธีแก้ไขที่ดีด้วย

ดูคำตอบ

A.  ถึงแม้ว่าผู้สอนเองจะพยายามเพิ่มโอกาสให้ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคพูดมากขึ้นเพียงไรก็ตาม จำนวนของผู้เรียนอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามนั้นได้ วิธีหนึ่งเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสพูดมากขึ้น คือให้ทำกิจกรรมเป็นคู่และกิจกรรมเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นกิจกรรมการอ่านบทสนทนาให้กันฟังเป็นคู่ๆหรือให้ถามและตอบกันระหว่างคู่สนทนาหรือเป็นกลุ่ม 3 – 4 คน การสอนรูปแบบนี้สามารถนำไปใช้ได้ในหลายๆ ช่วงตอนระหว่างการสอน และยังกระตุ้นความคึกคักในการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกด้วย จึงขอแนะนำให้ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ดู

Q5. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการสอนภาษาญี่ปุ่นสามารถใช้ภาษาจีนได้ดี เวลาอธิบายก็อธิบายด้วยภาษาจีนเป็นส่วนใหญ่ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค เองก็ให้คำถามเป็นภาษาจีน เมื่อสังเกตุดูจากข้าง ๆ แล้วเห็นได้ว่าการใช้ภาษาญี่ปุ่นมีค่อนข้างน้อย จึงขอความคิดเห็นในเรื่องนี้

ดูคำตอบ

A.  รูปแบบการสอนนี้น่าจะเป็นแบบที่ว่า ผู้เรียนจะได้โอกาสพูดภาษาญี่ปุ่นก็ต่อเมื่ออ่านบทสนทนาในตำราและตอบแบบฝึกหัดเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ควรปรับปรุงวิธีสอนให้ดีขึ้น ถึงอธิบายไวยากรณ์ เป็นภาษาจีนก็ตาม แต่ควรให้น้อยที่สุดและปรับให้เป็นรูปแบบการสอนให้ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้พูดและฟังภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก

Q6. ในระหว่างชั่วโมงการเรียน ได้ตั้งคำกับนักเรียนคนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากผู้เรียนคนนั้น เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นก็ช่วยตอบให้เสียก่อน ในกรณีเช่นนี้ควรจะจัดการอย่างไรดี

ดูคำตอบ

A.  อาจเป็นเพราะผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค เห็นว่าเป็นคนชาติเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือจากผู้ที่รู้เป็นการแสดงความหวังดี และถือเป็นเรื่องธรรมดา จึงกระทำโดยไม่รู้ตัว หรืออาจเป็นคนที่มีนิสัยทนรอคำตอบของคนอื่นไม่ไหว ต้องเข้าให้ความช่วยเหลือ เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน
ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องใช้เทคนิคบางอย่างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เช่น การถามเรื่องที่เจ้าตัวเท่านั้นที่จะตอบได้ แทนที่จะใช้คำถามในตำราหรือถามเรื่องที่ใครๆ ก็ตอบได้
อย่างเช่น สมมุติว่าตั้งหัวข้อ “พูดถึงโปรแกรมในช่วงสุดสัปดาห์” ผู้สอนจะถามผู้เรียนคนหนึ่งว่า “คุณ A ครับ/คะ วันอาทิตย์คุณจะทำอะไร จะไปไหนหรือเปล่าครับ/คะ” โดยผู้สอนใช้ท่าทางเพื่อแสดงให้คนในชั้นเรียนรู้ว่าตอนนี้กำลังถามคนๆนั้นอยู่ และหลังจากนั้นก็รอจนกว่าจะได้คำตอบ ทันทีที่ได้คำตอบจากผู้เรียนคนนั้นก็ จะถามกับคนอื่นต่อว่า “คุณ B คุณ A เขาจะทำอะไรครับ/คะ” คำถามที่ถามไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ถูกถามคนเดียวเท่านั้น ที่จะตอบได้ แต่ผู้เรียนทุกคนที่กำลังฟังอยู่ ก็สามารถตอบได้ด้วยเช่นกัน
คำถามที่ต้องเป็นเจ้าตัวเท่านั้นที่จะตอบได้ และต้องเป็นคำถามที่เรียกร้องความสนใจจากคนอื่นๆ ได้ด้วย แม้ว่าจะไม่สามารถใช้วิธีถามเช่นนี้ได้กับทุกเรื่องก็ตาม หากเพิ่มคำถามแบบนี้ให้มากขึ้น ก็คงจะได้ผลดีตรงที่ผู้เรียนจะมีความตั้งใจฟังมากขึ้น

Q7. ผู้เรียนถามถึงความแตกต่างกันระหว่างคำช่วย “は (วะ)” กับ “が (กะ)” แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี

ดูคำตอบ

A.  การที่จะอธิบายเรื่องของ “は” กับ “が” ให้เข้าใจนั้น นับว่าลำบากมาก การอธิบาย ไวยากรณ์นั้นถึงจะฟังเป็นภาษาแม่ก็ยังเข้าใจยาก ยิ่งมาฟังคำอธิบายอย่างละเอียดเป็นภาษาต่างประเทศก็จะยิ่งสับสนมากขึ้น
ลองใช้วิธีการเหล่านี้ แทนการอธิบายในเชิงไวยากรณ์ดู

  • (1)ถ้าผู้สอนสังเกตเห็นส่วนที่ไม่เป็นธรรมชาติในสำนวนที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคพูดหรือเขียนแล้ว ผู้สอนควรจะกล่าวแก้ไขให้ ทำให้เกิดความเคยชินในการใช้ โดยให้จดจำไว้เป็นกฏตายตัวของภาษาแทนที่จะอธิบายด้วยเหตุผล
  • (2)ยกตัวอย่างหลายๆตัวอย่าง
    การสอนจะได้ผลดีถ้าผู้สอนแต่งประโยคที่มีสำนวน คำช่วย หรือคำศัพท์ที่ผู้เรียนบอกว่าไม่เข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยพูดให้ฟังและเขียนให้อ่าน การทำเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเริ่มเข้าใจกฎเกรณ์และวิธีใช้สำนวนในระดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะเข้าใจง่ายกว่าฟัง “คำอธิบาย”

Q8. ำราภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในหลักสูตรการฝึกอบรมนั้น เป็นตำราที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้ใช้เป็นตำราเรียนในประเทศของตนที่สอนด้วยภาษาแม่ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้ จะทำอย่างไรดี

ดูคำตอบ

A.  การที่จะใช้ตำราที่ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคได้เรียนมาในประเทศของตนเองนั้นนับว่าเป็นดี เนื่องจากผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคจะได้ทบทวนสิ่งที่ยังจำไม่ได้และสามารถ ตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่ได้เรียนมานั้นจะใช้ในการสื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนเพิ่มเติมที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้สิ่งที่เรียนมาสามารถใช้ในชีวิตจริงได้ ไม่ใช่การสอนที่เน้นคำอธิบายเรื่อง ไวยากรณ์เป็นหลัก แต่เป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถพูดได้ เพื่อการนี้ ควรทำดังต่อไปนี้

  • (1)ตั้งเป้าหมายในแต่ละบทของตำราที่แสดงให้เห็นว่า ควรพูดอะไรได้บ้างจึงจะดีการตั้งเป้าหมายนั้น ควรทำอย่างเป็นรูปธรรมดังต่อไปนี้
    บทที่〇:แนะนำตัวเองอย่างง่ายๆ (ให้บอกชื่อตัวเองและองค์กรที่ตนสังกัดได้)
    บทที่〇:ถามชื่อสิ่งของที่ยังไม่รู้จัก (ถามชื่อของสิ่งรอบๆ ตัวและจดไว้ได้)
    บทที่〇:รู้ว่าสิ่งที่ค้นหาอยู่ที่ไหน (ค้นหาสิ่งจำเป็นในซุปเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ จนพบ)
    บทที่〇:รู้จักการใช้ระบบการคมนาคม (ขึ้นรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าในท้องถิ่นได้คนเดียว)
  • (2)ระหว่างการสอนในห้องเรียน ให้ฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อให้ทำตามเป้าหมายเหล่านั้นได้
    ให้ฟังและพูดออกเสียงมาหลายๆครั้ง โดยผู้สอนถามและ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคตอบคำถาม หรือให้ถามกันเป็นคู่ๆ กรณีที่เป้าหมายอยู่ที่การแนะนำตัวเอง เป้าหมายขั้นสุดท้ายคือเมื่อผู้สอนบอกให้ผู้เรียนพูดว่า “คุณ A ครับ/คะ กรุณา แนะนำตัวเองกับเจ้าของอพาร์ตเม้นต์” ผู้เรียนจะต้องบอกชื่อตัวเองและองค์กรที่ตนสังกัดอยู่ได้ สำหรับผู้ที่ตามปกติเป็นคนพูดน้อย ถ้าบอกชื่อและองค์กรที่ตนสังกัดอยู่ได้ก็ถือว่าดีแล้ว แต่ถ้าเป็นใครที่มีความตั้งใจเรียนสูงก็อาจสามารถแนะนำตัวคนอื่นได้อย่างละเอียดด้วย ทั้งนี้ ต้องทำให้ชัดเจนว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องทำอะไรได้บ้างตามเป้าหมาย และให้ผู้เรียนแต่ละคนฝึกจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
  • (3)ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาและฝึกซ้ำหลายๆ ครั้ง
    ไม่ว่าภาษาอะไร หากไม่พูดอยู่เสมอก็จะลืมเสีย ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาในวันก่อน และใช้สิ่งที่ได้เรียนมาแล้วสนทนาในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด
PREV12NEXT